อารมณ์ ความเชื่อ และ เหตุผล : สถานะของศาสนากับวิทยาศาตร์อีกแง่มุมหนึ่ง

วิทยาศาตร์เป็นตัวอย่างของระบบแสวงหาความรู้ที่วางอยู่บนเหตุผล เมื่อเราต้องการให้เยาวชนของเราคิดอย่างมีเหตุผล จึงสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน แต่ผลที้ได้ คนที่ใช้แอพพ์ดูดวง ฤกษ์ยามตรวจดวงชะตา โดยมากกลับเป็นผู้ที่ผ่านการศึกษาของรัฐมาแล้ว หลายคนอาจจบปริญญาตรี หรือสูงกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น นักพูด สร้างแรงบันดาลใจที่เรียกว่าไลฟ์โค้ช ที่มักนำพุทธพจน์ ยกหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มานำเสนอจนโด่งดังมีชื่อเสียง ก็ยังเชียร์ ลูกหาบแฟนเพจ ใช้แอพพ์ดูดวงตรวจชะตา กันอย่างคึกคัก ซึ่งสิ่งที่นำเสนอทั้งสองอย่างที่ว่ามันหักล้างกันเอง...


นั่นแสดงว่าเอาเข้าจริง เหตุผล ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเอาชนะความเชื่อได้  วิทยาศาตร์อาจเข้าใจผิดก็ได้ว่า เหตุผลจะช่วยให้มนุษย์ ชนะทุกอย่าง เพราะสิ่งที่มีพลังรุนแรงที่สุดในตัวมนุษย์คือ "ความเชื่อ"


อริสโตเติล (Aristotle) เองก็คงต้องอาจกลับมาทบทวนคำพูด ที่บอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล (Humen being are rational)  เพราะจะว่าไปแง่นี้ มนุษย์นั้นแหละไร้เหตุผลสิ้นดี


วิทยาศาสตร์อาจมองศาสนา โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ ว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ ส่วนวิทยาศาตร์เป็นความรู้ แต่ในขณะเดียวกัน เนื้อหาจำนวนมากของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นความเชื่อได้เหมือนกัน เช่น เชื่อกันว่า จักรวาลเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ เชื่อว่าแสงเดินทางได้เร็วที่สุดไม่มีอะไรเร็วกว่านี้ 


ศาสนาเองก็มีเนื้อหาบางอย่างก็จัดเป็นความรู้ เช่น พระพุทธศาสนา สอนว่าถ้าเราทำดี เราก็จะสบายใจ ศาสนาคริสต์สอนว่า ความรักทำให้เรามีความสุข ซึ่งคำสอนทางศาสนาเหล่านี้เป็นความรู้ที่พิสูจน์ได้

หากมองศาสนาในแง่ของความเชื่อ ก็ไม่แปลกที่จะแรงทั้งในแง่ที่สร้างสรรค์และแง่ที่งมงาย  แต่ถ้าเรามองถึงความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มองอย่างที่เป็นศาสนิกของสังกัดใด ความเป็นคนในตัวเราเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่มีมาก่อนอะไรทั้งหมด


เพราะเราเป็นคน ก่อนที่จะมีเครื่องแบบยี่ห้อใดๆมาห่อหุ้มชีวิต


การเป็นชาวพุทธ คริสต์ มุสลิม หรือ ฮินดู เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ไม่สามารถอธิบายระบบคุณค่านี้จากสายตาคนนอกได้ 


การมีศาสนา จึงช่วยให้เรามีหลักในการใช้ชีวิต นี่คือความจริงที่เถียงได้ยาก และแม้ไม่มีอะไรชนะความเชื่อได้ แต่ความเชื่อเป็นสิ่งที่พัฒนาได้  และควรพัฒาไปตลอดชีวิต โดยใช้ความเชื่อที่มีเพื่อพัฒนาตนเองซึ่งอาจได้ผลจริงจังกว่าการใช้เหตุผล เพราะความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่เราต้องรังเกียจ แต่อยู่ที่ว่า เราจะมีวิธีพัฒนาความเชื่อจากหยาบๆไปสู่ความละเอียดประณีตขึ้นอย่างไรนั่นเอง...

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

แนวคิด นิรันดร์สถิตย์ (Eternal Recurrence) ของ นิชเช่ (Nietzsche)

อภิปรัชญาของอริสโตเติล : จักรวาลวิทยาในภาพรวม